บันทึกถึงหน้าหนาวในพิตส์เบิร์ก (ที่หนาวที่สุดในชีวิตเท่าที่จำได้)
วันที่หนาวที่สุดในชีวิตที่ยังจำทุกความรู้สึกได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่วันที่อุณหภูมิต่ำที่สุด
พิตส์เบิร์ก, เพนซิลเวเนีย, ฤดูหนาวปลายปี 2022 หรือต้นปี 2023
น่าจะเป็นฤดูหนาวที่สองในชีวิตที่ได้เป็นพยานเห็นการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล มองดูใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง น้ำตาล จนกรอบ และร่วงโรย หยิบเอาเสื้อโค้ตตัวยาวมาใส่ทับเสื้อคาร์ดิแกน เปลี่ยนผ้าห่มเป็นผ้านวมผืนหนากันหนาว เรดิเอเตอร์ในตึกเก่าเริ่มทำงานและส่งเสียงดังเหมือนเสียงตีท่อเหล็ก
บ้านในตอนนั้นคือห้องเช่าในอพาร์ตเมนต์ราวๆ สิบชั้น อยู่ตรงหัวมุมสี่แยกบนถนน Centre Avenue ตัดกับ S Aiken Avenue ประกบด้วยโรงพยาบาล ตรงข้ามกับร้านกาแฟ และเยื้องทแยงกับโบสถ์ ตึกที่ลิฟต์ช้าและไม่น่าไว้ใจ จนทำให้เราเลือกจะเดินขึ้นลงบันไดมากกว่า
บ้านในตอนนั้นน่าจะเป็นที่ของเราเองที่แรกในชีวิต ที่เราค่อยแต่งเติมและขยับย้ายเฟอร์นิเจอร์ ประกอบโต๊ะที่ควรใช้สองคนด้วยตัวคนเดียว ทาสีชั้นวางของเล็กๆ ใหม่ ตามหากรอบรูปที่ใหญ่พอจะใส่โปสเตอร์หนัง ติดต่อเปิดใช้อินเตอร์เน็ต ดูดฝุ่นจากพื้นพรม และเรียนรู้ที่จะปิดม่านกั้นห้องและใช้พัดลมกล่องยันไว้กับหน้าต่างช่วยดูดควันตอนทำกับข้าวออกไปข้างนอก
เป็นที่แรกที่เราเปิดเตาทำกับข้าวกินเอง เป็นที่แรกที่เราหัดใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญ เป็นที่แรกที่เราซื้อและตุนของใช้เข้าบ้านเอง เป็นที่แรกที่เราจัดการแยกขยะและหิ้วลงไปทิ้งที่หลังตึก
อาหารรสมือตัวเองที่ไม่ค่อยกล้าให้ใครกิน เสื้อผ้าที่สังเวยให้เครื่องอบไปหลายตัว การคำนวณจำนวนไข่และกระดาษทิชชู่ที่เหลืออยู่ ถุงขยะจาก Target กลิ่น Fresh Scent และกล่องกระดาษพับแบนจาก Amazon
พอหน้าหนาวมาถึง การลงไปทิ้งขยะที่หลังตึกก็เป็นเรื่องยากขึ้นอีกหนึ่งระดับ เราใส่ฮู้ดดี้ตัวหนากับรองเท้าแตะ รีบวิ่งออกไปทิ้งขยะแล้วรีบวิ่งกลับเข้ามาก่อนที่ร่างกายจะทันรับรู้ความหนาว การออกไปซื้อของกินของใช้ต่างๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นอีกเท่าตัว เราต้องแต่งตัวเตรียมรับความหนาวทั้งท่อนบนและท่อนล่าง ใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่หนาพอ เพื่อที่จะเดินไปซูเปอร์ฯ ที่ห่างไปราวห้านาที
ตอนอยู่ที่นั่น เพื่อนๆ อยู่ที่อพาร์ตเมนต์ตึกอื่นกันหมด ดังนั้นเวลาสังสรรค์เราก็จะเดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามและอีกสองแยกเพื่อไปบ้านเพื่อน บางวันเราก็ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเลย บางวันเราก็ข้ามฝั่งขวาก่อน แล้วแต่ไฟจราจรจะอำนวย
วันนั้นเราคงไม่ได้ตั้งใจจะอยู่จนดึก แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่เป็นคนติดลมและอยากจะอยู่จนกว่างานเลี้ยงจะเลิกและผู้คนทยอยกลับบ้าน กว่าจะได้เดินกลับบ้านก็น่าจะพ้นเที่ยงคืนมาแล้ว
เพราะเราคงคิดไว้ว่าจะไม่อยู่ดึก และเพราะในฤดูหนาวที่สองของชีวิต เราเองก็ยังไม่ชินกับการดูอากาศเพื่อเลือกใส่เสื้อผ้ากันหนาว และคงเพราะอุณหภูมิบางครั้งก็ลดลงต่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว วันนั้นเราใส่เสื้อถักไม่แน่นมาก กับโค้ตที่ไม่หนามาก เลกกิ้งหนึ่งตัว ไม่มีถุงมือ ไม่มีหมวก ไม่มีที่ปิดหู ไม่มีผ้าพันคอ
ตอนนั้นความจริงแล้วอุณหภูมิน่าจะไม่ต่ำไปกว่าติดลบเลขตัวเดียว แต่เรายังไม่คุ้นอากาศหนาวขนาดนั้นและไม่ได้อยู่ในชุดที่พร้อมสำหรับอากาศเท่านั้น ลมตอนกลางคืนพัดแรงยิ่งทำให้อุณหภูมิที่รู้สึกจริงหนาวกว่าตัวเลข
เราเดินข้ามไปแล้วสองแยก มือซุกอยู่ในกระเป๋า พยายามห่อตัวที่สุด ให้คอถูกซ่อนอยู่ในเสื้อโค้ตให้ได้มากที่สุด เหลืออีกแค่หนึ่งไฟแดงข้ามถนน แล้วเราก็จะกลับถึงบ้านแล้ว
![]() |
| มุมนี้ แต่เป็นตอนกลางคืน และเป็นฤดูหนาวอุณหภูมิติดลบ |
ไฟแดงคนเดินวันนั้นคงไม่ได้นานเป็นพิเศษ หรืออาจจะใช่ แต่ในความทรงจำจำได้แค่ความรู้สึกว่านานเป็นพิเศษ
ลมพัดแทรกเข้าไปในเสื้อโค้ตตามรอยแยกและพื้นที่ว่างระหว่างชั้นและรูเสื้อผ้าที่มันจะไปได้ ลมพัดตีหน้าและแทรกเข้าไปในเส้นผม ลมแรงจนเหมือนหน้าถูกตี ลมหนาวจนเหมือนหูจะขาด
ไฟแดงคนข้ามนับถอยหลังแต่ไม่ถึงสักที
เรามองตึกอพาร์ตเมนต์ นับชั้นมองหาหน้าต่างห้องของตัวเอง ห่างกันแค่ถนนข้าม เมื่อไหร่จะถึงบ้าน
หนาวแบบที่รู้สึกว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว
ในหัวตอนนั้นคิดอยู่แค่ว่า อีกไม่นานก็เช้าแล้วนะ ถ้าพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าเราได้ไปอยู่ในแดดอุ่นๆ เดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง
คิดว่าตอนนั้นคงเป็นจุดที่เข้าใจคำที่เขาพูดกันว่า New day will come เข้าใจว่าฤดูกาลที่ผันผ่านสำคัญยังไง ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนมีความหมายยังไง เข้าใจว่าชีวิตเองก็คงเป็นแบบนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มาถึง แล้วมันก็จะดีขึ้นเอง







Comments
Post a Comment